ประวัติโรงเรียนของเรา

" รวมพลังฝังแน่นในอุรา แด่ชาติ ศาสนา มหาราชันย์
สามัคคีกลมเกลียวไม่แปรผัน ขอฝ่าฟันอุปสรรคนานา..."
เนื้อเพลงมาร์ชราชวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของนักเรียนราชวิทย์ที่มีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นักเรียนราชวิทย์รำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ ทั้ง 4 รัชกาล อันกอร์ปด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 องค์พระราชทานกำเนิดโรงเรียนราชวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงรับ โรงเรียนราชวิทยาลัย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ คู่กับ โรงเรียน มหาดเล็กหลวง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โรงเรียนราชวิทยาลัย กับ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง และมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ รวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน และพระราชทานนามใหม่ว่า โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ทั้งนี้เพราะสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ไม่เอื้ออำนวย มิได้ เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของโรงเรียนแต่อย่างใด โรงเรียนราชวิทยาลัยจึงถูกปิดลง นับแต่วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2469 เป็นต้นมา

แต่ด้วยแรงแห่งสามัคคีตาม Esprit de Corps จึงทำให้นักเรียนราชวิทยาลัย ทั้ง 3 สมัย คือ นักเรียนราชวิทยาลัย สมัยบ้านสมเด็จ นักเรียนราชวิทยาลัยสมัยโรงเลี้ยงเด็ก และนักเรียนราชวิทยาลัยสมัยบางขวาง มีความหวังตั้งใจอย่างแรงกล้า ที่จะตั้งโรงเรียน ราชวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ โดยท่านผู้ใหญ่ของชาวราชวิทย์ อาทิเช่น พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่น นราธิปพงศ์ประพันธ์ , พระยาโกมารกุลมนตรี , พระยาคทาธรบดี , พระยามานราชเสวี , พระยาโทณวณิกมนตรี และอีกหลายๆ ท่าน ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมราชวิทยาลัยขึ้น ให้เป็นสถานที่พบปะหารือกัน เพื่อฟื้นฟูโรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ เพราะยังเห็นว่า โรงเรียนราชวิทยาลัยควรมีอยู่เพื่อ เป็นพระบรมราชานุสรณ์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า องค์ผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนนี้ต่อไป และด้วยเจตนาอันแรงกล้านี้ โรงเรียนราชวิทยาลัยสมัยที่ 4 จึงถือกำเนิดขึ้น และเป็น พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม หาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลปัจจุบัน พระราชทาน พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. นำหน้าชื่อ ราชวิทยาลัย เพื่อเป็นมหาศิริมงคล และทรงโปรดให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ , พระยามานวราชเสวี และนายนาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา เฝ้ากราบทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2505 เวลา 11.00 น. เพื่อกราบบังคมทูล พระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เกี่ยวกับการจัดตั้ง โรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นใหม่

นักเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยฯ ทุกคน ควรได้ตระหนักถึง ความร่วมแรงร่วมใจ ของนักเรียนเก่าราชวิทยาลัย ทั้ง 3 สมัย ความจงรักภักดี ของนักเรียนราชวิทย์ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ และควรได้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความรักหมู่คณะของเราตลอดไป

 

 

ประวัติศาสตร์ และความเป็นมาโรงเรียนราชวิทยาลัย
ราชวิทยาลัยสมัยบ้านสมเด็จ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้กระทรวงธรรมการ จัดตั้งโรงเรียนสำหรับนักเรียนอยู่ประจำขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2440 ปรากฏตามหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 13 หน้า 269 ลงวันที่ 5 เมษายน ร.ศ. 115 ( พ.ศ. 2439) เพื่อสร้างสรรค์กุลบุตรให้มีการศึกษา ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตลอดจน การศึกษา ตามแบบอย่างในประเทศตะวันตก เป็นการฝึกหัดตน เพื่อจะให้เรียนต่อ ในมหาวิทยาลัย ในยุโรปต่อไป จึงมีพระราชประสงค์ ที่จะจัดตั้งโรงเรียนนี้ที่แขวงเมืองสระบุรี แต่ด้วยเหตุที่ การคมนาคม ไม่สะดวก จึงกำหนดเปิดเรียน เป็นการชั่วคราวก่อน ณ ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา จังหวัดธนบุรี จึงเรียกกันว่า “ ราชวิทยาลัยสมัยบ้านสมเด็จ ” เปิดเรียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2440

ในการนี้ได้ มีผู้เข้าใจว่า พระองค์โปรดให้จัดตั้งขึ้นหลังจากเสด็จพระพาสยุโรป เพื่อให้โรงเรียน ราชวิทยาลัย จัดการเรียน การสอน เช่นโรงเรียนพับลิคสกูล ( Public School) ในอังกฤษ แท้ที่จริงแล้ว ช่วงเปิดโรงเรียนราชวิทยาลัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ยังอยู่ในระหว่างเสด็จพระพาสยุโรป หลักฐานคือ พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ พระราชทานแด่ พระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ลงวันที่ 22 พฤษภาคม ร.ศ. 116 กำลังประทับแรมที่ ปาร์ก เดส โซวีฟ เยนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน จึงเสด็จถึงเมืองตุริน ประเทศอิตาลี เข้าใจว่า พระองค์พอพระราชหฤทัย ในการจัดการศึกษา แบบพับลิกสกูล ตั้งแต่ครั้งเสด็จ ประพาสประเทศสิงคโปร์ เพราะได้โปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกหม่อมเจ้า และ หม่อมราชวงศ์ที่ยังเยาว์วัย ประมาณ 20 องค์ ไปเรียนที่ โรงเรียนแรฟเฟิล หลังจากเสด็จกลับจากสิงคโปร์ และน่าจะเป็นไปได้ว่า จัดการศึกษาเช่นเดียวกับพับลิคสกูล ในประเทศอังกฤษ เพราะขณะนั้นอังกฤษกำลังปกครองสิงคโปร์อยู่ การรับนักเรียน เข้าศึกษาในราชวิทยาลัยสมัยแรกเริ่มนี้ กำหนดอายุ 9 ปีเป็นอย่างต่ำ 18 ปีเป็นอย่างสูง จำนวนนักเรียนทั้งหมดประมาณ 60 คน โดย มิสเตอร์ การ์เตอร์ เป็นอาจารย์ใหญ่ และมีอาจารย์ชาวอังกฤษเป็นผู้ช่วย อาจารย์ไทย มีพระอาจสุนทรการ และอาจารย์อื่นๆ อีก นักเรียนประจำตัวที่ 1 ชื่อนายขำ (พระยาชัยวิชิต) กับมีนักเรียนอื่นอีกราว 60 คน

มิสเตอร์เอซิล การ์เตอร์ อาจารย์ใหญ่ชาวอังกฤษคนแรกของโรงเรียนราชวิทยาลัย

นักเรียนทุกคนต้องอยู่ประจำโนโรงเรียน 9 เดือนต่อปี แบ่งเป็น 2 ภาคเรียน กำหนดให้แต่งกายโดย นุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อราชปะแตนสีขาว ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จกลับจากยุโรป นักเรียนราชวิทยาลัยจึงมีเครื่องแบบสำหรับออกงาน ประกอบด้วย กางเกงขายาวสีขาว เสื้อชั้นนอกขาวติดกระดุม 5 เม็ด สวมหมวกฟางพับด้วยผ้าสีชมพู อันเป็นสีประจำวันราชสมภพ มีการออกวารสาร ประจำโรงเรียนเรียกว่า "สารเสวตร์" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "สารเศวต" วารสารนี้ ถือเป็น การส่งเสริม สามัคคีธรรม ระหว่างชาวราชวิทยาลัย และคงมีเรื่อยมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2446 โรงเรียน ราชวิทยาลัย จำต้องปิดการสอนชั่วคราว เนื่องจากโรคระบาด

 

 

ในด้านการศาสนานั้น จัดให้มีพระธรรมเทศนาสัปดาห์ละครั้ง ทุกวันพุธ และเป็นประเพณี ที่มีต่อเนื่องมาถึง สมัยโรงเลี้ยงเด็ก และสมัยบางขวาง โดยมีสมเด็จพระมหาวชิรญาณวโรรส เป็นผู้เทศนาในครั้งแรก

การพลศึกษามีขึ้นที่โรงเรียนราชวิทยาลัยเป็นแห่งแรก ครูฝรั่งเป็นผู้สอนฝึกหัดดัดตน ต่อมาเมื่อ พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้า จิระประวัติวรเดช ให้ผู้หัดทหารมาสอน จึงมีการหัดท่าทหาร และกายกรรม มีโรงยิมนาสติกด้วย กีฬาก็มีฟุตบอล เทนนิส และคริกเก็ต แต่ความประสงค์ ที่จะให้นักเรียนรุ่นโตหัดขี่ม้า ขี่จักรยานและเดินทางไกล ยังต้องมีเหตุขัดข้องอยู่

โรงเรียนราชวิทยาลัยเปิดทำการสอนได้ 6 ปี ก็เกิดโรคระบาดที่ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา ในปี พ.ศ. 2446 เป็นเหตุให้อาจารย์ชาวอังกฤษเสียชีวิตหลายคน จึงปิดทำการสอนในปีนี้เอง

ครั้นพุทธศักราช 2447 สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นอีกคำรบหนึ่ง ณ สายสวลีสัณฐาคาร ของพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ คือ โรงเลี้ยงเด็ก ตำบลโรงเลี้ยงเด็ก ถนนบำรุงเมือง จังหวัดพระนคร เรียกกันว่า "สมัยสายสวลี" ตามชื่ออาคารใหญ่ ซึ่งใช้เป็นที่เรียน คือ " ตึกสายสวลีภิรมย์" ในสมัยนี้ รับนักเรียนเป็น 2 ประเภท คือ อยู่ประจำ และไปเช้า เย็นกลับ อาจารย์ใหญ่ยังคงเป็น มิสเตอร์การ์เตอร์ อาจารย์ใหญ่คนเดิม ในสมัยบ้านสมเด็จ มีที่ทำงานของ อาจารย์ใหญ่ และพนักงาน มีโรงอาหารหลังใหญ่ด้านหลังเกือบจรดคลองมหานาค ด้านหน้า เป็นสนามใหญ่ ใช้เป็นฟุตบอล ยาวจรด ถนนบำรุงเมือง มีโรงยิม พื้นเป็นขี้เลื่อย มีเครื่องเล่นพร้อม เช่น ห่วง บาร์คู่ บาร์เดี่ยว บันไดไม้ยาว มีลูกขั้นเป็นไม้กลมราว 40 ชิ้น ใช้สำหรับห้อยโหน เป็นที่สำราญยิ่งของนักเรียนเวลาหยุดพัก

 

 

ต่อมา พ.ศ. 2453 อันเป็นปีที่ 1 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า จรูญศักดิ์กฤดากร เสนาบดี กระทรวงยุติธรรม ขอพระราชทานโรงเรียนราชวิทยาลัย ซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ มาอยู่ในการปกครองของ กระทรวงยุติธรรม เพื่อจัดการศึกษา ให้เหมาะสม กับความมุ่งหมายที่จะให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา เข้าศึกษาวิชากฏหมายในขั้นอุดมศึกษาต่อไป ก็โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต มีประกาศ พระบรมราชโองการ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2454 และทรงตราข้อบัญญัติการจัดตั้งโรงเรียน ในรูปใหม่รวม 19 ข้อ ให้เป็น โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยตรง ให้สภากรรมการปกครองโรงเรียนเป็นเจ้าหน้าที่จัดการโรงเรียน และให้โรงเรียนนี้ขึ้นกับ กระทรวงยุติธรรม

วิธีจะจัดการโรงเรียนนั้น ให้แบ่งแยกเป็นบ้านเฉพาะบ้านหนึ่งๆ ซึ่งในบ้านหนึ่ง มีครูกำกับบ้านคนหนึ่ง ให้มีนักเรียนทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นต่ำสุดถึงชั้นสูงสุด ครูกำกับบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในการปกครองบ้านที่ตนประจำอยู่นั้น ขึ้นตรงต่อ อาจารย์ใหญ่ การฝึกหัดอัธยาศัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนหนึ่งเพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกเชื่อมั่นในทางที่ชอบที่ควร ปราศจากความเย่อหยิ่ง มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน และ ชาติบ้านเมือง การเล่น และการฝึกหัดกำลังกาย ก็ให้ถือเป็นส่วนสำคัญ ในการเล่าเรียน ด้วยเสมอ ชั้นเรียนสมัยสายสวลีนี้ เมื่อโอนมาอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีชั้นประถม 1 ถึงประถม 3 และมีชั้นประถมพิเศษ ทำนองเตรียมมัธยมอีก 1 ชั้น มัธยมมีชั้น 1 ถึงชั้นมัธยม 5 แล้วขึ้นชั้นรีมูน (เทียบชั้น 6) ชั้น 6 ต่ำ ( Lower Sixth เทียบชั้น 7) และชั้น 6 สูง ( Upper Sixth เทียบชั้น

หน้าถัดไป / หน้า 3